แท็ก

ความยั่งยืน

บทความ
27 เมษายน 2569
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ผลิตยุคใหม่ไม่อาจมองข้าม ควบคู่ไปกับเรื่องฉลากคาร์บอน และการมีที่ปรึกษาเรื่องคาร์บอน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนธุรกิจสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังคงสับสนระหว่าง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” และ “คาร์บอนเครดิต” จนมักใช้แทนกันอยู่เสมอ ทั้งที่แท้จริงแล้วทั้งสองแนวคิดมีความหมายและบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจความแตกต่างนี้ตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้ธุรกิจวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ บริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในซัพพลายเชนระดับสากล คาร์บอนฟุตพริ้นท์คืออะไร และสำคัญต่อธุรกิจอย่างไร คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม กระบวนการ หรือผลิตภัณฑ์หนึ่ง ๆ โดยแสดงผลในหน่วย tCO₂e สำหรับภาคการผลิต การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน ตั้งแต่การใช้พลังงานภายในโรงงาน การใช้วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการของเสียหลังการผลิต การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการ “ทราบตัวเลข” เท่านั้น หากยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นจุดที่ควรพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ใช้พลังงานสูง ขั้นตอนที่ปล่อยคาร์บอนมาก หรือโอกาสในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาร์บอนเครดิต คืออะไร และควรใช้เมื่อไหร่จึงเหมาะสม คาร์บอนเครดิต คือหน่วยที่ใช้สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย 1 เครดิต เทียบเท่ากับก๊าซเรือนกระจกปริมาณ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e)…
บทความ
13 กุมภาพันธ์ 2569
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศจากกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคล องค์กร หรือผลิตภัณฑ์ โดยคำนวณออกมาในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ซึ่งครอบคลุมทั้งการใช้พลังงาน การขนส่ง กระบวนการผลิต และการจัดการของเสีย ประเภทของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต (Scope) ตามมาตรฐาน GHG Protocol ได้แก่ Scope 1 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากแหล่งที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุม เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานหรือยานพาหนะของบริษัท Scope 2 คือการปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่ซื้อมา เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ หรือระบบทำความเย็น และ Scope 3 คือการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่วัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งานผลิตภัณฑ์โดยผู้บริโภค ไปจนถึงการกำจัดซาก ซึ่ง Scope 3 มักคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดแต่วัดผลได้ยากที่สุด ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ? 1. แรงกดดันด้านกฎระเบียบและมาตรการระหว่างประเทศ สหภาพยุโรปได้เริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border…
โหลดเพิ่ม